เฉลยแบบฝึกหัด ในแบบเรียนชีววิทยา เล่ม2หน้า37-69,ระบบต่อมไร้ท่อ

Posted: กุมภาพันธ์ 15, 2012 in ชีววิทยาม.4

เฉลยคำถามในหนังสือเรียน ชีววิทยา เล่ม 2 ม.4

หน้า 39

– แมลงจะได้รับออกซิเจนจากระบบหมุนเวียนเลือดหรือไม่  เพราะเหตุใด (นักเรียนควรใช้ความรู้จากเรื่องการแลกเปลี่ยนแก๊สมาใช้ในการตอบคำถาม  ดังนี้   แมลงได้รับออกซิเจนจากท่อลมซึ่งแตกแขนงเป็นท่อลมฝอยนำออกซิเจนไปให้เซลล์โดยตรง   และเลือดของแมลงไม่มีฮีโมโกลบินที่จะนำออกซิเจนไปให้เซลล์)

หน้า 41

– เลือดที่ไหลผ่านหัวใจของปลาเป็นเลือดที่มีออกซิเจนมากหรือน้อย  เพราะเหตุใด (เลือดที่ไหลผ่านหัวใจของปลาเป็นเลือดที่มีออกซิเจนน้อย เนื่องจากเป็นเลือดที่มาจากส่วนต่างๆของร่างกาย)

กิจกรรมที่ 6.7 หน้า 42

– นักเรียนคิดว่าหลอดเลือดที่ผิวรอบนอกของหัวใจทำหน้าที่อะไร (นำเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ)

– ความหนาของผนังห้องหัวใจทั้ง 4 ห้อง  แตกต่างกันหรือไม่อย่างไร  ลักษณะดังกล่าวนี้สัมพันธ์กับการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจอย่างไร (หัวใจห้องเวนตริเคิลจะมีกล้ามเนื้อหนากว่าเอเตรียม  และกล้ามเนื้อหัวใจห้องเวนตริเคิลซ้ายก็จะหนากว่าห้องเวนตริเคิลขวา  ลักษณะเช่นนี้แสดงว่าหัวใจห้องเวนตริเคิลซ้ายจะออกแรงบีบตัวมาก  เนื่องจากต้องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย  ส่วนหัวใจห้องเวนตริเคิลขวามีกล้ามเนื้อบางกว่ามีหน้าที่สูบฉีดเลือดไปยังปอด  ซึ่งอยู่ใกล้กับหัวใจ  ส่วนเอเตรียมของหัวใจทั้ง 2 ห้อง  มีกล้ามเนื้อบางมาก  เนื่องจากทำหน้าที่รับเลือดแล้วบีบตัวส่งเลือดลงไปยังหัวใจห้องเวนตริเคิลเท่านั้น)

– ลิ้นที่กั้นระหว่างหัวใจห้องเอเตรียมและเวนตริเคิลมีลักษณะอย่างไร  ลักษณะดังกล่าวบอกทิศทางการไหลของเลือดอย่างไร ช่วยในการทำงานของหัวใจอย่างไร ถ้าลิ้นเหล่านี้รั่วจะเกิดอะไรขึ้น

( ลิ้นที่กั้นระหว่างห้องของหัวใจ  มีลักษณะดังนี้

1. ลิ้นที่กั้นระหว่างหัวใจห้องเอเตรียมขวากับเวนตริเคิลขวา  มีลักษณะเป็นแผ่นเยื่อบางๆ 3 ชิ้นเรียกเนื้อเยื่อนี้ว่าไตรคัสพิด  ลิ้นนี้จะเปิดเมื่อความดันเอเตรียมขวาสูงกว่าเวนตริเคิลขวา เลือดจึงไหลจาก ห้องเอเตรียมขวาลงสู่เวนตริเคิลขวา  และจะปิดเมื่อเลือดในเวนตริเคิลขวามีความดันสูงกว่าเอเตรียมขวา

2. ลิ้นที่กั้นระหว่างหัวใจห้องเอเตรียมซ้ายกับห้องเวนตริเคิลซ้ายจะมีลักษณะเป็นแผ่นเยื่อ 2 ชิ้นเรียกว่าไบคัสพิด  ลิ้นนี้จะเปิดเมื่อความดันในเอเตรียมซ้ายสูงกว่าห้องเวนตริเคิลซ้าย  เลือดจึงไหลจากเอเตรียมซ้ายสู่ห้องเวนตริเคิลซ้าย  ลิ้นเหล่านี้ช่วยทำให้เลือดไม่ไหลย้อนกลับไปยังเอเตรียมขวาและเอเตรียมซ้าย

ถ้าลิ้นเหล่านี้รั่วจะทำให้เลือดบางส่วนไหลย้อนกลับไปยังเอเตรียมขวาและเอเตรียมซ้ายส่งผลให้เลือดจากเวนตริเคิลขวาไปปอดได้น้อยลง  เช่นเดียวกับเลือดจากห้องเวนตริเคิลซ้ายไปเลี้ยงร่างกายได้น้อยลง)

– ลิ้นที่โคนหลอดเลือดมีลักษณะอย่างไร  ลักษณะดังกล่าวบอกทิศทางการไหลของเลือดอย่างไร  ถ้าลิ้นรั่วจะมีผลอย่างไรต่อร่างกาย( มีลักษณะเป็นครึ่งวงกลม 3 ชิ้นวางชนกันเรียกเนื้อเยื่อนี้ว่าลิ้นเซมิลูนาร์จะพบที่

1. ลิ้นที่กั้นระหว่างหลอดเลือดเอออร์ตากับหัวใจห้องเวนตริเคิลซ้าย  ลิ้นนี้จะเปิดเมื่อความดันเลือดในห้องเวนตริเคิลซ้ายสูงกว่าในเอออร์ตา  และจะปิดเมื่อความดันเลือดในเอออร์ตาสูงกว่าห้องเวนตริเคิลซ้าย  เลือดจึงไหลจากห้องเวนตริเคิลซ้ายไปตามเอออร์ตาและไม่ไหลย้อนกลับ

2. ลิ้นที่กั้นระหว่างหลอดเลือดพัลโมนารีอาร์เตอรีกับเวนตริเคิลขวา  ลิ้นจะปิดเมื่อความดันเลือดในพัลโมนารีอาร์เตอรีสูงกว่าเวนตริเคิลขวา  ลิ้นจะเปิดเมื่อความดันเลือดในเวนตริเคิลขวาสูงกว่าในพัลโมนารีอาร์เตอรี  เลือดจึงไหลจากห้องเวนตริเคิลขวาไปตามพัลโมนารีอาร์เตอรีและไม่ไหลย้อนกลับ

ถ้าลิ้นเซมิลูนาร์ที่กั้นระหว่างเอออร์ตากับหัวใจห้องเวนตริเคิลซ้ายรั่ว  จะทำให้มีเลือดที่ไปเลี้ยงร่างกายได้น้อยลง  เป็นผลให้ร่างกายขาดเลือดได้  และถ้าลิ้นเซมิลูนาร์ที่กั้นระหว่างพัลโมนารีอาร์เตอรีกับหัวใจห้องเวนตริเคิลขวารั่วจะทำให้เลือดไปแลกเปลี่ยนแก๊สที่ปอดน้อยลงส่งผลให้มีเลือดไปเลี้ยงร่างกายน้อยลงและร่างกายได้รับออกซิเจนน้อยลงด้วย)

หรือเซลล์กล้ามเนื้อจะตายไม่สามารถทำหน้าที่สูบฉีดเลือดได้  ทำให้หัวใจล้มเหลวได้)

หน้า 45

– เลือดในหลอดเลือดอาร์เตอรีส่วนใหญ่จะเป็นเลือดที่มีออกซิเจนมาก  และเลือดในหลอดเลือดเวนส่วนใหญ่จะเป็นเลือดที่มีออกซิเจนน้อย  นักเรียนทราบหรือไม่ว่าเลือดในหลอดเลือดใดที่ไม่เป็นไปตามนี้  เพราะเหตุใด (พัลโมนารีอาร์เตอรีเป็นหลอดเลือดที่นำเลือดที่มีออกซิเจนน้อยมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มากจากหัวใจไปยังปอดเพื่อรับแก๊สออกซิเจนจากปอดและนำแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ไปยังปอด  ส่วนหลอดเลือดที่นำเลือดออกจากปอดเข้าสู่หัวใจคือ  พัลโมนารีเวน  จะมีแก๊สออกซิเจนมากและมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์น้อย)

หน้า54

– ให้นักเรียนเปรียบเทียบลักษณะของหลอดเลือดที่บริเวณหลังมือในขณะที่ปล่อยมือลงด้านข้างลำตัว  และขณะที่ยกมือขึ้นเหนือศีรษะว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่  อย่างไร  ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น (ขณะปล่อยมือลงด้านข้างลำตัวจะสังเกตเห็นหลอดเลือดโป่งชัดเจน  แต่การที่ยกมือขึ้นเหนือศีรษะหลอดเลือดเวนจะแฟบลง  เพราะขณะปล่อยมือลงด้านข้างลำตัวเลือดในหลอดเลือดเวนที่บริเวณหลังมือไหลกลับขึ้นมายังหัวใจยากกว่าขณะที่ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ  เนื่องจากต้านกับแรงโน้มถ่วงของโลก)

– นักเรียนคิดว่าการยืน  การนอน  มีส่วนเกี่ยวข้องกับการไหลของเลือดในหลอดเลือดเวนอย่างไร (การยืนทำให้เลือดในหลอดเลือดเวนบริเวณที่ต่ำกว่าหัวใจ  เช่น  ที่ขาไหลกลับเข้าสู่หัวใจยากขึ้น  ส่วนการนอนทำให้เลือดในหลอดเลือดเวนไหลเวียนได้สะดวก)

– นักเรียนคิดว่าการไหลเวียนเลือดในร่างกายจะเป็นอย่างไรถ้าร่างกายเสียเลือดมาก เช่น เมื่อ ได้รับอุบัติเหตุ (เลือดจะมีปริมาณน้อยลงส่งผลต่อความดันเลือดลดลง  ทำให้การหมุนเวียนเลือดช้าลง)

– นักเรียนบอกได้หรือไม่ว่าในร่างกายมีเลือดอยู่เท่าใด (คำตอบนี้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของนักเรียนแต่ละคน เช่น  ถ้านักเรียนมีน้ำหนัก 50 กิโลกรัมจะมีเลือดอยู่ร้อยละ 7-8 ซึ่งก็คือ 3.5-4 กิโลกรัม)

หน้า56

– การที่เซลล์เม็ดเลือดแดงไม่มีนิวเคลียสและมีลักษณะกลมแบน  ตรงกลางบุ๋มนั้นมีความเหมาะสมกับหน้าที่อย่างไร  และมีผลต่ออายุของเซลล์เม็ดเลือดแดงอย่างไร

       ( เซลล์เม็ดเลือดแดงไม่มีนิวเคลียสมีลักษณะกลมแบนและตรงกลางบุ๋มเข้าไป  ลักษณะดังกล่าวทำให้เกิดแรงต้านทานต่อเม็ดเลือดแดงน้อยจึงช่วยให้เคลื่อนที่ไปในของเหลวหรือพลาสมาได้ดีและยังทำให้มีพื้นที่ผิวสัมผัสมากขึ้น  ฮีโมโกลบินที่เยื่อหุ้มเซลล์จึงสัมผัสกับออกซิเจนได้มากขึ้น  เซลล์เม็ดเลือดแดงไม่มีนิวเคลียสที่จะควบคุมการทำงานของเซลล์  เช่น  การสังเคราะห์สารต่างๆ ซ่อมแซมตัวเองจึงทำให้มีอายุสั้น  มีอายุประมาณ 100 – 120  วัน  ร่างกายจึงต้องสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงมาทดแทนอยู่เสมอ)

หน้า 60

– ร่างกายได้รับวิตามิน เค  จากสารอาหารใด (ผักสีเขียว  น้ำมันปลา  เนื้อสัตว์)

– ถ้านักเรียนรับประทานยาปฏิชีวนะนานๆ ทำให้เชื้อแบคทีเรียที่ผลิตวิตามินเคในลำไส้ตายหมด  นักเรียนคิดว่าจะมีผลอย่างไร (ร่างกายอาจขาดวิตามินเค  ทำให้เลือดแข็งตัวช้า)

– องค์ประกอบของซีรัมมีอะไรบ้าง  และแตกต่างจากองค์ประกอบของพลาสมาอย่างไร

(องค์ประกอบของซีรัมจะเหมือนกับพลาสมา  แต่ซีรัมไม่มีไฟบริโนเจน)

– นักเรียนจะสรุปหน้าที่ของเลือดว่าอย่างไร ( หน้าที่สำคัญของเลือด

1. เลือดไหลเวียนช่วยให้เกิดการไหลเวียนของสารต่างๆ เช่น แก๊สออกซิเจน  แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์   สารอาหารและวิตามินต่างๆ  ยูเรีย  และฮอร์โมน  เป็นต้น

2. ช่วยป้องกันสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายโดยการสร้างภูมิคุ้มกันของลิมโฟไซต์

3. รักษาสมดุลของสารภายในร่างกาย เช่น รักษาสมดุลของแก๊สออกซิเจนและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์  ซึ่งจะเป็นการช่วยรักษาสมดุลของกรด – เบสด้วย

4. เพลตเลตทำหน้าที่ปิดปากแผลไม่ให้ร่างกายเสียเลือดมาก

5. ช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกาย  ถ้าร่างกายมีอุณหภูมิสูงหลอดเลือดฝอยที่ไปยังผิวหนังจะขยายตัวทำให้เลือดไปที่ผิวหนังมากขึ้นและจะระบายความร้อนออกมาทางผิวหนัง  ทำให้อุณหภูมิของร่างกายลดลง)

หน้า 64

– การไหลเวียนของระบบน้ำเหลืองกับการไหลเวียนของระบบเลือดเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร (การไหลเวียนของระบบเลือดมีการไหลเข้าและออกจากหัวใจ  ส่วนการไหลเวียนของระบบน้ำเหลืองมีทิศทางการไหลเข้าสู่หัวใจอย่างเดียว  สำหรับการไหลออกนั้นจะไหลปนไปกับระบบเลือด)

– น้ำเหลืองมาจากส่วนใดของร่างกาย  และเข้าสู่หลอดเลือดฝอยได้อย่างไร (น้ำเหลืองมาจากของเหลวที่อยู่ระหว่างเซลล์หรือรอบๆ เซลล์  แล้วแพร่เข้าสู่หลอดน้ำเหลืองฝอย)

– เมื่อของเหลวที่อยู่ระหว่างเซลล์เพิ่มขึ้น  ความดันของของเหลวที่เพิ่มสูงขึ้นจะทำให้เกิดผลอย่างไรต่อร่างกาย (ทำให้เกิดอาการบวม  เพราะมีการสะสมของเหลวมากเกินปกติ)

– พลาสมา  ของเหลวระหว่างเซลล์  และน้ำเหลืองมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

(พลาสมา  ของเหลวระหว่างเซลล์  และน้ำเหลืองมีส่วนประกอบคล้ายคลึงกัน  โดยของเหลวระหว่างเซลล์เกิดจากสารในพลาสมาแพร่ออกมาจากหลอดเลือดฝอย  และมีสารบางอย่างในของเหลวระหว่างเซลล์แพร่เข้าไปในหลอดน้ำเหลืองฝอย  เรียกว่า  น้ำเหลือง  จึงคล้ายพลาสมาแต่มีโปรตีนน้อยกว่า)

หน้า 68

– นักเรียนทราบหรือไม่ว่าเพราะเหตุใดคนที่เป็นโรคบางอย่าง  เช่น โรคหัด โรคคางทูม  แล้ว จะไม่เป็นโรคนั้นอีกเลยตลอดชีวิต  แต่โรคบางโรค  เช่น  โรคหวัด  เคยเป็นแล้วก็สามารถเป็นซ้ำได้อีก

(เนื่องจากโรคหวัดและโรคคางทูมมีเซลล์ บี  ที่ทำหน้าที่สร้างแอนติบอดีที่จำเพาะต่อแอนติเจนหรือเซลล์เมมเมอรีที่คอยจำแอนติเจนชนิดนั้นๆ  เมื่อมีแอนติเจนชนิดเดิมเข้ามาในร่างกายอีกเซลล์เมมเมอรีก็จะทำลายเชื้อโรคนั้น  แต่สำหรับโรคหวัดนั้นเกิดจากเชื้อไวรัส  ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถปรับตัวและเปลี่ยนแปลงสายพันธ์ไปได้เรื่อยๆ  จึงทำให้เซลล์เมมเมอรีในร่างกายไม่สามารถที่จะจดจำได้หมด  จึงทำให้มีโอกาสที่จะเป็นโรคหวัดซ้ำอีกได้)

หน้า 148

– จากภาพที่ 9 – 2 นักเรียนบอกได้หรือไม่ว่าสารที่ต่อมไร้ท่อและต่อมมีท่อสร้างขึ้นลำเลียงไปสู่อวัยวะเป้าหมายต่าง ๆ ในร่างกาย แตกต่างกันหรือไม่อย่างไร (ต่อมมีท่อใช้ท่อในการลำเลียงสารที่ต่องสร้างขึ้น   ส่วนต่อมไร้ท่อไม่มีท่อลำเลียงแต่จะลำเลียงไปตามหลอดเลือด)

– นักเรียนคิดว่าต่อมที่ขับฮอร์โมนออกมา  นอกจากไม่มีท่อแล้วยังมีลักษณะพิเศษอย่างไร (ต่อมที่ขับฮอร์โมนมีหลอดเลือดมาหล่อเลี้ยงมาก)

หน้า 156

– จากการทดลองของแมกนัส  เลวี  นักเรียนจะตั้งสมมติฐานว่า ต่อมไทรอยด์มีความสำคัญ อย่างไร (ต่อมไทรอยด์น่าจะสร้างสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำงานของร่างกาย)

– จากข้อมูลโบมานน์  นักเรียนจะตั้งสมมติฐานว่าอย่างไร (ไอโอดีนเกี่ยวกับการผลิตฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์)

– จากการทดลองของมารีน  นักเรียนจะสรุปผลการทดลองว่าอย่างไร (ไอโอดีนเกี่ยวกับการเกิดโรคคอพอก)

หน้า160

– ถ้าลูกอ็อดได้รับไทรอกซินมาก  การเจริญจะแตกต่างจากลูกอ็อดที่ได้รับไทรอกซินปกติ อย่างไร

    (ฮอร์โมนที่มากเกินไปจะไปเร่งให้เกิดเมแทมอร์โฟซิสเร็วขึ้น  ทำให้ขนาดของกบเล็กกว่าปกติ)

– ลูกอ๊อดขาดไทรอกซินจะมีผลต่อการเจริญอย่างไร (ลูกอ๊อดไม่สามารถเปลี่ยนเป็นกบตัวเต็มวัยได้)

หน้า162

– นักเรียนจะอธิบายการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลในเลือดจากกราฟอย่างไร

  (จากกราฟ ก.  แสดงว่าร่างกายมีกลไกปรับระดับน้ำตาลในเลือดที่มีน้ำตาลมในเลือดสูง ให้อยู่ในระดับปกติได้

  ส่วนกราฟ ข.  เป็นกราฟแสดงระดับน้ำตาลในเลือดของคนปกติ  ขณะออกกำลังกาย

   เส้นกราฟแสดงให้เห็นว่าทั้งๆ ที่ร่างกายใช้กลูโคสในเลือดมาสลาย  เพื่อให้ได้พลังงาน ระดับน้ำตาลในเลือดก็ไม่ต่ำลง   

   แสดงว่าร่างกายมีกลไกที่จะสามารถควบคุมสมดุลของน้ำตาลให้อยู่ในระดับที่ปกติได้ตลอดเวลา)

 – จากกราฟนักเรียนจะสรุปได้ว่าอย่างไร (ในคนปกติเมื่อได้รับน้ำตาลเพิ่มขึ้น  จะมีกลไกควบคุมให้ระดับน้ำตาลในเลือดเข้า

   สู่สภาวะปกติ  แต่คนที่เป็นโรคเบาหวานกลไกนี้สูญเสียไป  ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่ลดต่ำลง)

– นักเรียนจะอธิบายผลการทดลองของวอน เมอริง และมินคอฟสกิ ได้ว่าอย่างไร (ตับอ่อนมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการย่อย

  อาหารประเทไขมัน  และควบคุมระดับน้ำตาลในปัสสาวะ)

หน้า163

– นักเรียนคิดว่าเพราะเหตุใดเมื่อมัดท่อของตับอ่อนแล้ว  ไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์ยังคงทำงานได้อีก (เพราะการมัดท่อของตับอ่อนเป็นการมัดเส้นทางการส่งเอนไซม์เข้าไปในลำไส้เล็กเมื่อเอนไซม์ออกไปไม่ได้จึงมีผลให้เซลล์ที่สร้างเอนไซม์เหี่ยวแฟบและตายไป แต่เซลล์ของไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์เป็นส่วนของต่อมไร้ท่อที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยงตลอดเวลา เพราะไม่มีการมัดหลอดเลือดของตับอ่อน  จึงทำให้เซลล์กลุ่มนี้ไม่ตาย สามารถทำงานได้เหมือนเดิม

– นักเรียนจะอธิบายผลการทดลองนี้ว่าอย่างไร (ไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์ เป็นต่อมไร้ท่อที่สร้างฮอร์โมนที่รียกว่า อินซูลิน  อินซูลินนี้จะลำเลียงจากตับอ่อนทางหลอดเลือด  เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงให้อยู่ในระดับปกติ)

หน้า164

– นักเรียนคิดว่าในสภาพร่างกายปกติอินซูลินควรจะหลั่งออกมาเมื่อใด เพราะเหตุใด (อินซูลินควรหลั่งออกมาเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือหลังรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต  แล้วมีการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่หลอดเลือด  เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงนี้จะไปกระตุ้นเบตาเซลล์ของไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์หลั่งอินซูลินออกมา)

– นักเรียนคิดว่าปัจจัยใดกระตุ้นให้เซลล์ในไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์หลั่งฮอร์โมนกลูคากอน คืออะไร

 (ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ)

– อะไรคือปัจจัยที่ควบคุมความสัมพันธ์ของการหลั่งอินซูลินและกลูคากอน (ระดับน้ำตาลในเลือด)

– นักเรียนบอกได้หรือไม่ว่า สิ่งเร้าที่กระตุ้นให้ต่อมหมวกไตส่วนในหลั่งฮอร์โมนออกมามากเกินระดับปกติ คือ อะไร (สถานการณ์ที่ผิดปกติวิสัยทำให้ตื่นตกใจ เช่น ไฟไหม้ น้ำป่าทะลักท่วมบ้าน เป็นต้น)

– ถ้ากระเพาะอาหารผลิตแก๊สตรินน้อยลงจะมีผลต่อระบบย่อยอาหารหรือไม่อย่างไร (การหลั่งเพปซิโนเจนกับกรดไฮโดรคลอริกจะมีน้อย กรดไฮโดรคลอริกนี้จะเปลี่ยนเพปซิโนเจนเป็นเพปซิน เป็นผลทำให้กระเพาะอาหารมีเพปซินน้อยลงไปด้วย การย่อยโปรตีนในกระเพาะอาหารทำได้น้อยลง)

4.1 จากภาพที่ 9-29  ก.  และ ข.

– นักเรียนจะอธิบายผลการทดลองนี้ว่าอย่างไร (การจับคู่ของตัวไหมเพศผู้กับตัวไหมเพศเมีย  ไม่ได้ใช้ประสาทส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรับภาพ)

4.2 จากภาพที่ 9-26  ค.   ง.   และ  จ.

– จากข้อมูลดังกล่าวนักเรียนได้ข้อยืนยันว่าอย่างไร(การจับคู่ของตัวไหมเพศผู้อาศัยประสาทรับกลิ่นสารเคมีที่เพศเมียสร้างขึ้น)

4.3 จากภาพที่ 9-29  จ.  และ  ฉ.

– นักเรียนจะอภิปรายผลการทดลองนี้ว่าอย่างไร (ตัวไหมเพศเมียสร้างสารเคมีซึ่งมีผลต่อตัวไหมเพศผู้  และตัวไหมเพศผู้ใช้หนวดในการรับกลิ่นสารเคมีที่ตัวไหมเพศเมียสร้างขึ้น)

 

ความเห็น
  1. Poramin Log SG พูดว่า:

    ขอท้ายบทที่6 ครับ หน้า70

  2. pangpond พูดว่า:

    ดีค่ะ บางข้อเราตอบเองไม่ได้ เราก้อได้ความรู้จากการอ่านเฉลย
    ทำให้เข้าใจลึกซึ้งขึ้น ขอบคุนค่ะ :]

  3. 0840169832 พูดว่า:

    ออกไม่คบอาคับ

  4. oppa_wayachi พูดว่า:

    คำถามท้ายบทที่ 6 ไม่มีอ่ะค่ะ รบกวนช่วยตอบหน่อยนะคะ

  5. Sweet'ty พูดว่า:

    หนูต้องการ หน้า 172 อ่ะค่ะ

  6. pitcher พูดว่า:

    ขอบคุณมากครับ ชีวนี่อาศัยความเข้าใจจริงๆ

  7. นารีย์ พูดว่า:

    ดีคะที่มีเฉลยแบบนี้คะ

  8. boonjira พูดว่า:

    ขอบคุนคะที่ทำเว็บนี้ขึ้นมาทำให้เด็กๆมาหาความรู้ได้

  9. นู๋แอมป์ พูดว่า:

    ขอบคุณมากนะค่ะ

  10. ขอบคุณมากๆตรับ ช่วยได้ได้เยอะเลยครับ

  11. toto พูดว่า:

    ขอบคุณครับ

  12. Hankaoxing พูดว่า:

    ขอบคุณมากค่า 👏🏻

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s