Archive for the ‘สุขภาพ’ Category

1. โรคโลหิตจาง ในกล้วยมีธาตุเหล็กสูงจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นการผลิตฮีโมโกลบินในเลือด และจะช่วยในกรณีที่มีสภาวะขาดกำลัง หรือภาวะโลหิตจาง

2. โรคความดันโลหิตสูง มีธาตุโปรแตสเซียมสูงสุด แต่มีปริมาณเกลือต่ำ ทำให้เป็นอาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุด ที่จะช่วยความดันโลหิตมาก อย.ของอเมริกายินยอมให้อุตสาหกรรมการปลูกกล้วยสามารถโฆษณาได้ว่ากล้วยเป็นผลไม้พิเศษช่วยลดอันตรายอันเกิดจากเรื่องความดันโลหิตหรือโรคเส้นเลือดฝอยแตก

3. กำลังสมอง นักเรียน 200 คน ที่โรงเรียน Twickenham ได้รับผลดีจากการสอบตลอดปีนี้ ด้วยการรับประทานกล้วย ในมื้ออาหารเช้า ตอนพัก และมื้ออาหารกลางวันทุกวันเพื่อช่วยส่งเสริมกำลังของสมองในพวกเขาจากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าปริมาณโปรแตสเซียมที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในกล้วยสามารถให้นักเรียนมีการตื่นตัวในการเรียนมากขึ้น

4. โรคท้องผูก ปริมาณเส้นใยและกากอาหารที่มีอยู่ในกล้วยช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ และยังช่วยแก้ปัญหาโรคท้องผูกโดยไม่ต้องกินยาถ่ายเลย

5. โรคความซึมเศร้า จากการสำรวจเร็ว ๆ นี้ ในจำนวนผู้ที่มีความทุกข์เกิดจากความซึมเศร้าหลายคนจะมีความรู้สึกที่ดีขึ้นมากหลังการกินกล้วย เพราะมีโปรตีนชนิดที่เรียกว่า try potophan เมื่อสารนี้เข้าไปในร่างกายจะ ถูกเปลี่ยนเป็น serotonin เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นตัวผ่อนคลายปรับปรุงอารมณ์ให้ดีขึ้นได้ คือทำให้เรา รู้สึกมีความสุข เพิ่มขึ้นนั่นเอง

6. อาการเมาค้าง วิธีที่เร็วที่สุดที่จะแก้อาการเมาค้าง คือ การดื่มกล้วยปั่นกับนมและน้ำผึ้ง กล้วยจะทำให้กระเพาะของเราสงบลงส่วนน้ำผึ้งจะเป็นตัวช่วยหนุนเสริมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดที่หมดไปในขณะที่นมก็ช่วยปรับระดับของเหลวในร่างกายของเรา

7. อาการเสียดท้อง กล้วยมีสารลดกรดตามธรรมชาติที่มีผลต่อร่างกายของเรา ถ้าปัญาเกี่ยวกับอาการเสียดท้องลองกินกล้วยสักผลคุณจะรู้สึกผ่อนคลายจากอาการเสียดท้องได้

8. ความรู้สึกไม่สบายในตอนเช้า การกินกล้วยเป็นอาหารว่างระหว่างมื้ออาหาร จะรักษาระดับน้ำตาลในเส้นเลือดให้คงที่ เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกไม่สบายในตอนเช้า

9. ยุงกัด ก่อนใช้ครีมทาแก้ยุงกัด ลองใช้ด้านในของเปลือกกล้วยทาบริเวณที่ถูกยุงกัด มีหลายคนพบอย่างมหัศจรรย์ว่า เปลือกกล้วยสามารถแก้เม็ดผื่นคันที่เกิดจากยุงกัดได้

10. ระบบประสาท ในกล้วยมีวิตามินบี สูงมาก ช่วยทำให้ระบบประสาทสงบลงได้ โรคน้ำหนักเกินและโรคที่เกิดในที่ทำงาน จากการศึกษาของสถาบันจิตวิทยาในออสเตรียค้นพบว่าความกดดันในที่ทำงานเป็นเหตุนำไปสู่การกินอย่างจุบจิบ เช่นอาหารพวกช็อคโกแล็ต และอาหารประเภททอดกรอบต่าง ๆ ในนจำนวนคนไข้ 5,000 คนในโรงพยาบายต่าง ๆ นักวิจัยพบว่าส่วนใหญ่เป็นโรคอ้วนมากเกินไป และส่วนใหญ่ทำงานภายใต้ความกดดันสูงมาก จากรายงานสรุปว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการตื่นตระหนกและนำไปสู่การกินอาหารอย่างบ้าคลั่ง เราจึงต้องควบคุมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดด้วยการกินอาหารว่างที่มีปริมาณคาร์โบโฮเดรตสูง เช่น กินกล้วยทุก ชั่วโมงเพื่อรักษาปริมาณน้ำตาลให้คงที่ตลอดเวลา ไม่ต้องคำนึงถึงเรื่อยยา การกินกล้วยที่มีวิตามินบี ซึ่งประกอบด้วยสารควบคุมระดับกลูโคสที่สามารถมีผลต่ออารมณ์ได้

11. โรคลำไส้เป็นแผล กล้วยเป็นอาหารที่แพทย์ใช้ควบคุม เพื่อต้านทานการเกิดโรคลำไส้เป็นแผล เพราะเนื้อของกล้วยมีความอ่อนนิ่มพอดี เป็นผลไม้ชนิดเดียวที่ทานได้ง่าย ๆ ไม่ยุ่งยากสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องโรคลำไส้เรื้อรัง และกล้วยยังมีสภาพเป็นกลางไม่เป็นกรด ทำให้ลดการระคายเคือง และยังไปเคลือบผนังลำไส้และกระเพาะอาหารด้วย

12. การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ในวัฒนธรรมของหลายแห่งเห็นว่ากล้วย คือผลไม้ที่สามารถทำให้อุณหภูมิเย็นลงได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะอุณหภูมิของอารมณ์ของคนที่เป็นแม่ที่ชอบคาดหวังตัวอย่างในประเทศไทย จะให้ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์รับประทานกล้วยทุกวันเพื่อให้แน่ใจว่า ทกรกที่เกิดมา จะมีอุณหภูมิเย็น

13. ความสับสนของอารมณ์เป็นครั้งคราว กล้วยสามารถช่วยในเรื่องของอารมณ์และความสับสนได้เพราะในกล้วยมีสารตามธรรมชาติ ทำให้อารมณ์ดี

14. การสูบบุหรี่ กล้วยสามารถช่วยคนที่กำลังพยายามเลิกสูบบุหรี่เนื่องจากในกล้วยมีปริมาณของวิตามินซีเอ บีและบี 12ที่สูงมากและยังมีโปรแตสเซียมกับแมกนีเซียมที่ช่วยทำให้ร่างกายฟื้นคืนตัวได้เร็วอันเป็นผลจากการลดเลิกนิโคตินนั่นเอง

15. ความเครียด โปรแตสเซียมเป็นสารอาหารสำคัญ ที่ช่วยให้การเต้นของหัวใจเป็นปกติ การส่งออกซิเจนไปยังสมอง และปรับระดับน้ำในร่างกาย เวลาเกิดอารมณ์เครียด อัตรา metabolic ในร่างกายของเราจะขึ้นสูงและทำให้ระดับโปรแตสเซียมในร่างกายของเราลดลง แต่โปรแตสเซียมที่มีอยู่สูงมากในกล้วยจะช่วยให้เกิดความสมดุล

16. เส้นเลือดฝอยแตก จากการวิจัยที่ลงในวารสาร “The New England Journal of Medicine” การกินกล้วยเป็นประจำสามารถลดอันตรายที่เกิดกับเส้นโลหิตแตกได้ถึง 40%

17. โรคหูด การรักษาหูดด้วยวิธีทางเลือกแบบธรรมชาติ โดยการใช้เปลือกของกล้วยวางปิดลงไปบนหูดแล้วใช้แผ่นปิดแผลหรือเทปติดไว้ให้ด้านสีเหลืองของเปลือกกล้วยออกด้านนอก ก็จะสามารถรักษาโรคหูดให้หายได้ เห็นหรือไม่ว่า

 กล้วยรักษาโรคต่าง ๆ อย่างธรรมชาติได้มากมาย ท่านควรลองพิสูจน์ด้วยตัวเองบ้างว่าจะได้ผลตามที่กล่าวหรือไม่ และเมื่อเปรียบเทียบแอปเปิ้ลแล้ว กล้วยมีโปรตีนมากกว่าแอปเปิ้ล เท่า มีคาร์โบรไฮเดรตมากกว่า เท่า มีฟอสฟอรัสมากกว่า เท่า มีวิตามินเอและธาตุเหล็กมากกว่า เท่า และมีวิตามินรวมทั้งแร่ธาตุอื่น มากกว่าอีก 2 เท่า และกล้วยยังอุดมด้วยโปรแตสเซียม กล้วยจึงเป็นหนึ่งในอาหารที่ดีที่สุดดังนั้นถึงเวลาแล้วหรือยังที่เคยกินแอปเปิ้ลวันละผลทุกวันไม่ต้องไปหาหมอ หันมาคุ้นเคยกับคำว่า”กินกล้วยวันละผล ก็ไม่ต้องไปหาหมอ”นอกจากนี้มีคนที่เคยเป็นตะคริวที่เท้า ข้อเท้า และน่อง แนะนำให้กินกล้วยทุกวัน ตั้งแต่นั้นมาไม่เป็นตะคริวอีกเลย และหายไป

แหล่งที่มา:http://www2.srp.ac.th/~s23109/p24.htmส

http://sugarviva.com/2012/04/16/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%95%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%8A%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD/

มาดูกันสิคะว่า กินแบบไหนที่จะทำให้คุณมีสุขภาพดี อาหารแบบไหนที่ควรกิน
หรือไม่ควรกิน

นอกจากคุณจะมีสุขภาพดีแล้ว ก็แอบเอาไปบอกคนใกล้ตัวด้วยก็ได้นะคะ
จะได้สุขภาพดีกันถ้วนหน้าไปเลยค่ะ
 

มกราคม 
ใครที่เกิดเดือนนี้แล้วชอบทานอาหารรสจัด ขอให้เลิกซะนะคะ เพราะมันไม่ดีต่อสุขภาพของคุณเลย และอีกอย่างที่เป็นสิ่งต้องห้ามคือแอลกอฮอล์ นิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่ได้นะคะ

ถ้าออกไปปาร์ตี้ก็ดื่มน้ำผลไม้แทนแอลกอฮอล์ก็แล้วกัน หรือจะให้แน่นอนที่สุด น้ำเปล่านี่แหละค่ะ ดีที่สุด

กุมภาพันธ์ 
ของเย็นและของมันเป็นศัตรูตัวร้ายของคุณ หลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยง หรือลดปริมาณลงก็ได้ ถ้าอดใจไม่ไหวจริงๆ

มีนาคม 
คนเกิดเดือนนี้ขอให้ผูกพันกับผักผลไม้เข้าไว้เป็นดี เพราะส่วนมากจะมีปัญหาเรื่องการขับถ่ายและลำไส้ ไฟเบอร์ในผักผลไม้ จะช่วยให้คุณขับถ่ายคล่อง และมีสุขภาพดี

เมษายน
คนเดือนเมษายนมักมีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ แนะนำให้รับประทานอาหารรสไม่จัดมาก และต้องกินให้พอดีๆ ด้วยนะคะเพราะนอกจากจะทำให้ลำไส้ทำงานอย่างพอดีแล้ว รูปร่างของคุณก็จะได้พอดีไปด้วย

พฤษภาคม
ส้มตำรสแซบ น้ำพริกตาแดง เป็นของชอบของคุณหรือเปล่า? ถ้าใช่ก็ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยค่ะ เพราะคุณไม่เหมาะกับอาหารรสเผ็ดเอาซะเลย เพราะมันจะไม่ดีกับม้ามของคุณ ทางที่ดีทานอาหารรสกลางๆ ก็น่าจะพอแล้วค่ะ

มิถุนายน
คนเกิดเดือนนี้เป็นประเภทหัวใจอ่อนแอ ฟังดูน่ารักแต่ไม่ดีเลยค่ะ เพราะคุณเป็นโรคหัวใจได้ง่ายกว่าคนเกิดเดือนอื่นๆ ฉะนั้นเน้นทานผักผลไม้เข้าไว้ พวกเนื้อสัตว์ ไข่ หรืออาหารไขมันสูง ไม่ควรทานมากค่ะ

กรกฎาคม
ทานผักและผลไม้ให้เยอะๆ เข้าไว้ เพื่อม้ามที่แข็งแรงของคุณ เพราะคนเกิดเดือนกรกฎาคมจะมีม้ามที่อ่อนแอกว่าคนเกิดเดือนอื่นๆ

สิงหาคม
กระเพาะปัสสาวะของคุณอ่อนแอกว่าคนเกิดในเดือนอื่นๆ บอกลาอาหารมันๆ ทั้งหลาย ข้าวขาหมู หรือของทอดนานาชนิด ไม่เช่นนั้นเราไม่รับรองความปลอดภัยสำหรับกระเพาะปัสสาวะที่จะสามารถอักเสบได้บ่อยจนคุณรำคาญไปเลย

กันยายน
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบเยอะๆ เพราะจะทำให้ไตของคุณทำงานหนักเกินไป แต่ถ้าเป็นน้ำเปล่าบริสุทธิ์ อันนี้ดื่มได้เต็มที่ค่ะ เพราะจะไปช่วยทำความสะอาดไตให้ใสปิ๊ง ๆ

ตุลาคม 
เดือนนี้เป็นอีกเดือนหนึ่งที่ต้องงดอาหารรสจัด เพราะหัวใจของคุณไม่ค่อยแข็งแรงเท่าที่ควร โดยเฉพาะในส่วนของถุงหุ้มหัวใจ ต้องระวังเป็นพิเศษเลยค่ะ

พฤศจิกายน
การปรับสมดุลอุณหภูมิของคนเกิดเดือนนี้ไม่ค่อยดีนัก ฉะนั้นไม่ควรรับประทานอาหารที่เย็นจัด หรือร้อนจัด เพราะจะทำให้ระบบในร่างกายแปรปรวน เป็นสาเหตุให้ป่วยได้ง่ายค่ะ

ธันวาคม
เดือนนี้จะเหมือนกับเดือนสิงหาคม คือควรงดอาหารมันๆ ทุกชนิด เพราะจะทำให้ถุงน้ำดีของคุณทำงานไม่ดีเท่าที่ควร

แหล่งที่มา :
http://www.dek-d.com

เรื่อง กินเรื่องใหญ่ ใครๆ ก็รู้ และเพื่อสิ่งที่ดีกว่า เราต่างก็มีความพิถีพิถันเสาะหาสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อให้มื้ออาหารนั้นมีความปลอดภัยต่อสุขภาพร่างกายของเรา การเลือกสรรอุปกรณ์การกินที่เรารู้สึกว่าสะอาดปลอดภัยก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ ผู้บริโภคทำอย่างสม่ำเสมอ ขอเปลี่ยนได้ก็ขอ เช็ดได้ก็เช็ด แม้ว่าจะต้องใช้กระดาษทิชชู่สีชมพูก็ตาม และอีกอย่างหนึ่งที่ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมการกินของเราที่พบมากขึ้น เรื่อยๆ โดยเฉพาะบริเวณศูนย์อาหารในศูนย์การค้า หรือโรงอาหารในสถาบันต่างๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ คือหม้อหุงข้าวเปิดฝาบรรจุน้ำร้อนสำหรับให้ผู้บริโภคนำช้อนส้อมตะเกียบมาลวก ฆ่าเชื้อโรค 

กล่าว กันว่า การลวกช้อนส้อมได้กลายมาเป็นที่นิยมในประเทศไทยหลังจากมาตรการควบคุมการ ระบาดของโรคไวรัสตับอักเสบเอที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งทำให้ศูนย์อาหารหลายแห่งนำไปใช้บ้างจนหม้อหุงข้าวลวกอุปกรณ์การกินแพร่ กระจายไปทั่วประเทศ หลักการของการจุ่มลวกช้อนส้อมเหล่านี้ ก็มาจากการที่เราทราบกันว่า น้ำร้อนสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ เชื้อโรคที่น่ากลัวเหล่านั้น ก็คือพวกจุลินทรีย์ สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พวกไวรัส และแบคทีเรียก่อโรคต่างๆ ที่หากร่างกายได้รับเข้าไปแล้วนั้น จะทำให้มีอาการเจ็บป่วยตั้งแต่เล็กน้อย ไปจนร้ายแรงถึงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นทำให้ผู้บริโภคท้องเสีย อาเจียน เป็นโรคต่างๆ ปวดศีรษะ และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ นั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้คนเราเกลียดชังเชื้อโรคกันมาก และหวังว่าจะสามารถกำจัดออกไปจากอุปกรณ์ช้อนส้อมของเราได้ด้วยตนเอง

แต่ การทำลายเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ต้องการอุณหภูมิที่สูงกว่า98 องศาเซลเซียส และใช้เวลานานถึง 4 นาที คำถามจึงมีอยู่ว่า ถ้าเช่นนั้น ลวกเพียงครู่เดียวแล้วได้อะไรขึ้นมา

การ แก้ปัญหาเบื้องต้นสำหรับผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็คือ ยืนจุ่มช้อนส้อมและจับเวลาให้ได้ 4 นาที เพื่อให้ได้ช้อนส้อมที่สะอาดปราศจากเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ แต่ปัญหาของน้ำร้อนในหม้อหุงข้าวตามศูนย์อาหารทั่วไปความจริงแล้วคือ อุณหภูมิน้ำไม่สูงพอที่จะทำลายเชื้อโรคได้ นอกจากจะไม่ทำให้เชื้อโรคตาย ยังทำให้เชื้อโรคเพิ่มจำนวนมหาศาลสะสมอยู่ในน้ำนั้นอีกด้วย ด้วยความที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนน้ำใหม่ทุกชั่วโมง และที่สำคัญในการเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิตตัวอย่างเช่นแบคทีเรียบางพวก ซึ่งโดยปกติแล้วสามารถเจริญเติบโตได้ดีในช่วงอุณหภูมิหนึ่งๆ อย่าง 20-45 องศาเซลเซียส หากเรานำไปจุ่มในน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 45 องศาเซลเซียส แต่เป็นอุณหภูมิที่ยังไม่สามารถฆ่าแบคทีเรียเหล่านั้นให้ตายได้ ถือว่าเราได้สร้างสภาวะความเครียดต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่แบคทีเรีย เป็นสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตในการดำรงเผ่าพันธุ์นั่นเองที่ทำให้แบคทีเรีย เพิ่มจำนวนขึ้นอีกมากมายเพื่อให้รุ่นต่อไปอยู่รอดได้มากที่สุดเนื่องจากมัน รู้สึกว่า วิกฤตของชีวิตได้มาถึงแล้ว

ฉะนั้น จะเห็นได้ว่า การจุ่มลวกด้วยระยะเวลาสั้นๆ และอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม รังแต่จะทำให้มีเชื้อโรคปนเปื้อนมากับอาวุธรับประทานอาหารมากยิ่งขึ้นไปกว่า เดิมเสียอีก หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มักลังเล ไม่กล้าที่จะจุ่มลวกช้อนส้อมลงในหม้อหุงข้าวเหล่านั้นก่อนนำไปใช้ และอาจต้องทำหน้าเบ้เมื่อเห็นเศษข้าวลอยปนอยู่ในหม้อนั้นอีกต่างหาก ดิฉันขอสนับสนุนให้คุณทำหน้าเบ้ต่อไป และอย่าได้เอาช้อนส้อมและตะเกียบของคุณไปจุ่มลงในน้ำร้อนนั้นอีกเลยนะคะ

 

แหล่งที่มา :
http://www.udif.or.th

ไม่ว่าใคร ๆ ก็อยากมีผิวสวย ๆ กันทั้งนั้น ผลิตภัณฑ์เพื่อบำรุงผิวหลาย ๆ ตัวจึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการในการดูแลผิวของสาว ๆ แต่ไม่ว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นจะมีราคาแพง หรือการันตีว่ามีประสิทธิภาพดีเพียงใด ก็ไม่สำคัญเท่ากับการเอาใจใส่ดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอของสาว ๆ วันนี้จึงนำ กฏเหล็ก 3 ประการ เพื่อผิวสวย มาฝากกัน หากทำได้ครบตามนี้เป็นประจำ รับรองว่าผิวสวยใสอยู่ใกล้แค่เอื้อมเลย

 1. ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน

สาว ๆ หลายคนคิดว่าครีมกันแดดจำเป็นกับผิวเฉพาะเวลาที่ต้องอยู่กลางแดดเท่านั้น ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดถนัดเลยทีเดียว ผิวพรรณของเราถูกแสงแดดได้แทบตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นตอนที่อยู่ในรถ เดินออกไปซื้อกาแฟ หรือแม้แต่นั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ(ในกรณีที่คุณนั่งใกล้หน้าต่าง) จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่สาว ๆ จะต้องไม่ละเลยการใช้ครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวี ที่จะนำความทั้งหมองคล้ำ แห้งกร้าน กระและฝ้าจากแดด รวมถึงโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังมาให้ หากยังไม่ค่อยชินกับการเพิ่มครีมกันแดดเข้าไปเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนในการแต่งหน้ายามเช้า ลองมองหามอยส์เจอไรเซอร์ที่มีค่ากันแดด(SPF)ไม่ต่ำกว่า 30 อันจะทำให้ทาครีมครั้งเดียวได้ประโยชน์ถึงสองต่อ ทั้งเพิ่มความชุ่มชื้นและกันแดดไปในคราวเดียวกัน นอกจากนี้ควรทาซ้ำในระหว่างวันหากเหงื่อออกมาก หรือต้องออกไปเจอแดดในที่กลางแจ้งด้วย

 2. ไม่ละเลยบำรุงผิวที่มือ

ผิวพรรณส่วนที่ถูกเปิดเผยบ่อยที่สุด นอกจากจะมีผิวหน้าแล้ว ยังมีผิวที่มืออีกด้วย เพราะเป็นส่วนที่ถูกเปิดเผยไม่น้อยไปกว่ากัน แถมยังเป็นส่วนที่ถูกจ้องมองบ่อย ๆ อย่างช่วยไม่ได้ เนื่องจากกิจกรรมในการติดต่อพบพปะกับผู้คนก็ต้องมีมือเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นการยกมือไหว้ การจับมือ ยื่นของให้ หรือแม้แต่ผายมือเชิญ ฯลฯ ก็ทำให้ชั่วขณะหนึ่ง สายตาคู่อื่น ๆ จะต้องกวาดมาพบกับมือแน่นอน หากทำงานหนักจนไม่ได้ดูแลผิวพรรณบริเวณนี้ มือก็จะแห้งกร้าน เหี่ยวย่น ทั้งไม่น่ามองและไม่น่าประทับใจยามสัมผัสด้วย หากไม่อยากให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับตัว เพียงดูแลมือของคุณง่าย ๆ ด้วยการใช้ครีมบำรุงผิวหน้าที่คุณใช้อยู่ ลูบไล้ผิวที่มือทั้งด้านหน้าและด้านหลังเป็นประจำทุกครั้งที่คุณบำรุงผิวหน้าด้วย เพียงเท่านี้รับรองว่ามือคุณจะดูสดใส นุ่มนิ่มน่าสัมผัสไม่แพ้ผิวหน้าเลยทีเดียว

 3. ล้างเครื่องสำอางให้สะอาดก่อนเข้านอน

ไม่ว่าเวลาทั้งวันที่ผ่านมาจะหนักหนาและทำให้เหน็ดเหนื่อยจนอยากทิ้งตัวลงบนที่นอนขนาดไหน หากไม่อยากให้ผิวแก่ก่อนวัย สาว ๆ ก็ห้ามละเลยขั้นตอนการล้างเครื่องสำอางให้สะอาดหมดจดก่อนเข้านอนเป็นอันขาด ใบหน้าที่ถูกปิดทับด้วยเครื่องสำอางไม่ว่าจะเป็นครีมรองพื้น และคอนซีลเลอร์ ยังไม่นับรวมบลัชออน หรือว่าไฮไลท์เตอร์ต่าง ๆ ที่พร้อมจะรวมตัวกับน้ำมันตามธรรมชาติที่ผิวหน้าสร้างขึ้นมา และเข้าอุดตันรูขุมขน ทำให้ใบหน้าดูหมองคล้ำ ไม่สดใส และก่อเกิดปัญหาสิวตามมา ซึ่งล้วนแต่เป็นปัญหาใหญ่ที่สาว ๆ ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นกับตนเอง เพราะฉะนั้นเพียงให้เวลาเช็ดเครื่องสำอางเพียงวันละ 10 นาที รับรองว่าปัญหารบกวนผิวสวยเหล่านี้จะไม่มากวนใจแน่นอน ส่วนวันไหนที่เหนื่อยหนักจนไม่อยากทำอะไรแล้วจริง ๆ ผลิตภัณฑ์ประเภททิชชู่เปียกสำหรับเช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอางโดยเฉพาะก็เป็นตัวช่วยที่ดี เพราะใช้เวลาไม่นาน และทำความสะอาดผิวได้หมดจดไม่แพ้กัน

การดูแลรักษาผิวให้สวยใสไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากเลยใช่ไหมคะ เพียงต้องการความเอาใจใส่และสม่ำเสมอ เท่านี้ไม่ว่าใคร ๆ ก็มีผิวสวยสุขภาพดีได้แล้วค่ะ

ของดีๆ สุดยอดอาหารล้างพิษ 20 ชนิด – อาหารดีสุขภาพดีที่เลือกได้
คนโบราณและนักโภชนาการมักกล่าวว่าอาหารเป็นยาที่วิเศษสุด หากได้ทราบว่าอาหารประเภทใดสามารถช่วยล้างพิษได้ คุณอาจจะต้องประหลาดใจ เพราะอาหารเหล่านั้นอาจเป็นอาหารโปรดที่เรากินกันเป็นปกติอยู่แล้ว บางอย่างก็หาได้ง่าย แถมราคาไม่แพงด้วย อาหารเหล่านี้ช่วยล้างพิษให้แก่อวัยวะต่างๆในร่างกาย เช่น ตับ ลำไส้ ไต ผิวหนัง ช่วยป้องกันการจับตัวของสารพิษ รวมถึงช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย ซึ่งสารพิษต่างๆที่สะสมอยู่ในร่างกายอาจมาจากควันพิษในอากาศ สารเจือปนในอาหาร เช่น สีผสมอาหาร สารกันเสีย ยาฆ่าแมลง วัตถุปรุงรส เป็นต้น คราวนี้ลองมาดูกันว่าอาหารชนิดใดสามารถช่วยล้างพิษให้คุณได้บ้าง
20. สาหร่าย
เป็นพืชสีเขียวในทะเลที่หลายคนมองข้าม คุณประโยชน์ แต่จากการศึกษาของ Mcgill University ที่ Montreal แสดงผลว่าสาหร่ายสามารถจับของเสียจากรังสีที่สะสมในร่างกาย

ในปัจจุบันเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงรังสีต่างๆ จากคลื่นวิทยุ คลื่นโทรศัพท์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และคลื่นไมโครเวฟทั้งหลายได้ ซึ่งพลังงานความร้อนเหล่านี้เป็นอันตรายต่อร่างกาย ก่อให้เกิดมะเร็งได้ ซึ่งสาหร่ายจะช่วยดูดซึมคลื่นรังสีเหล่านั้น และสามารถจับกับพวกโลหะหนักได้ด้วย นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยโปรตีนและเกลือแร่ในปริมาณมาก
19. หัวหอม
ประกอบไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งหลายชนิด และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยทำความสะอาดเลือด ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล LD ซึ่งไม่ดีเพราะเป็นตัวการก่อให้เกิดโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจทำงานดีขึ้น ช่วยรักษาโรคหอบ โรคทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ และที่สำคัญคือช่วยรักษาโรค เบาหวานโดยช่วยให้ระดับน้ำตาลคงที่
18. มะนาว
เป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยทำความสะอาดตับ มีวิตามินซีสูง น้ำมะนาวสดเมื่อนำมาผสมกับน้ำอุ่นแล้วดื่มตอนเช้าหลังตื่นนอนจะช่วยล้างพิษและทำให้เลือดสะอาดขึ้น แต่ถ้านำน้ำมะนาวสดผสมกับโยเกิร์ตและน้ำผึ้ง ก็จะเป็นอาหารที่ช่วยล้างพิษในลำไส้และป้องกันอาการท้องผูกได้อีกด้วย
17. เมล็ดแฟลกซ์
ประกอบไปด้วยกรดไขมันที่จำเป็นอย่างโอเมกา3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อสมอง ช่วยบำรุงความจำ และมีผลดีต่อหัวใจเพราะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล นอกจากนี้ยังมีสารอื่นที่ช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันร่างการแข็งแรงขึ้น

16. กระเจี๊ยบ
น้ำกระเจี๊ยบมีคุณสมบัติช่วยทำความสะอาดแบคทีเรียและไวรัสออกจากระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งมักก่อให้เกิดการติดเชื้อ ทำให้มีอาการปัสสาวะไม่ออกหรือมีเลือดปน หรือมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ซึ่งสารในกระเจี๊ยบสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสเหล่านั้นได้

15. ทับทิม
ตำราแพทย์แผนโบราณของชาวเอเชียกล่าวไว้ว่า การดื่มน้ำทับทิมสามรถรักษาอาการอักเสบและลดความปวดได้ เนื่องจากในทับทิมมีสารแอสไพรินซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกันกับแอสไพรินในยาแก้ปวด ช่วยล้าง พิษลดการติดเชื้อของเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย และลดอาการอักเสบ สำหรับผู้ที่มีอาการไขข้ออักเสบ ปวดบวม ช้ำ แนะนำให้กินทับทิม เพราะช่วยลดอาการปวดลงได้ ขณะเดียวกันยังมีไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยให้ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายได้ดีขึ้น
14. พืชตระกูลถั่ว
(เช่นถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วขาว) จากการศึกษาพบว่าผู้ที่กินถั่วเป็นประจำมีระดับคอเลสเตอรอลน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้กิน และลดอัตราความเสียงต่อการเกิดโรคหัวใจด้วย พืชตระกูลถั่วนี้ประกอบด้วยไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ทำความสะอาดลำไส้ ลดการสะสมของสารพิษในลำไส้ และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่  อีกทั้งช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้และมะเร็งต่อมลูกหมากด้วย
13. ขึ้นฉ่าย
ถือได้ว่าเป็นสุดยอดอาหารในการทำความสะอาดเลือดและช่วยลดความดันโลหิต สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรกินขึ้นฉ่ายเป็นประจำ หรือถ้าจะให้ดีควรดื่มน้ำคั้นจากขึ้นฉ่ายสดในตอนเช้า เพื่อช่วยควบคุมระดับแรงดันเลือดให้คงที่ ในขึ้นฉ่ายยังประกอบไปด้วยสารต้านการเกิดมะเร็ง และสารที่ช่วยขับของเสียจากบุหรี่ในคนที่สูบบุหรี่หรือผู้ที่ได้รับควันบุหรี่ด้วย
12. แครอท
เต็มไปด้วยสารอัลฟาและเบตาแคโรทีน ( Alpha and Beta-carotene ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ วิตามินเอ และถือว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม ช่วยปกป้องร่างกายจากสารพิษในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะช่วยระบบทางเดินประสาท สายตา ผิวหนัง ที่ต้องสัมผัสแสงแดดเป็นประจำ และจากการวิจัยพบว่าสารในแครอตช่วยลดการเกิดมะเร็ง และช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจและหัวใจแข็งแรงขึ้น
11. มะเขือพวง
คนไทยนิยมใส่มะเขือพวงในอาหารประเภท ผัดเผ็ด แกงป่า แกงกะทิ และน้ำพริก สมัยก่อนแกงกะทิเช่นแกงไก่ใส่มะเขือพวงเต็มไปด้วย ใส่ไก่น้อยเน้นการกินมะเขือเป็นหลัก แต่ปัจจุบันกลับตรงกันข้าง แกงไก่มักใส่ไก่มากกว่ามะเขือ และคนก็เลือกกินแต่ไก่ จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้คนในปัจจุบันมีรูปร่างอ้วนกว่าคนสมัยก่อน มะเขือพวงเป็นผักที่เต็มไปด้วยไฟเบอร์ ซึ่งสามารถช่วยดูดซึมไขมันในอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยจับไขมันอิ่มตัว (ไขมันอันตราย) และขับออกจากร่างกายโดยระบบขับถ่าย ทั้งยังมีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยกำจัดของเสียออกจากระบบทางเดินอาหารได้เร็วขึ้นและลดการสะสมของเสีย
10. ส้มโอ หรือเกรปฟรุต
เป็นผลไม้รสชาติดีที่ได้รับความนิยมในอาหารมื้อเช้าของชาวตะวันตก สารเพกตินซึ่งเป็นไฟเบอร์ประเภทหนึ่งในเกรปฟรุต สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ก่อนที่จะจับตัวเป็นก้อนและขวางทางเดินในหลอดเลือด นอกจากนี้เพกตินยังสามารถช่วยป้องกันไม่ให้โลหะหนักเหล่านี้ทำอันตรายต่อร่างกาย ส่วนเกรปฟรุตช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งตับอ่อน สารต้านอนุมูลอิสระในเกรปฟรุตช่วยปกป้องสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
9. กระเทียม
จากหลายการศึกษาให้ผลตรงกันถึง คุณสมบัติของกระเทียมในการทำความสะอาดร่างกาย นั่นคือ การกินกระเทียมเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ขับและฆ่าพยาธิในทางเดินอาหาร และฆ่าเชื้อไวรัส โดยเฉพาะทำความสะอาดเลือดและระบบลำไส้ ทำให้เส้นเลือดมีความยืดหยุ่นและลดแรงดันโลหิต นอกจากนี้ยังต่อต้านการเกิดมะเร็งและทำให้ระบบทางเดินหายใจดีขึ้น แต่ก็ควรระวังเรื่องการกินกระเทียมมากเกินไป ซึ่งก่อให้เกิดลมหายใจที่มีกลิ่นกระเทียมไปด้วย
8. บลูเบอร์รี่
เป็นผลไม้ที่มีค่าแอนติออกซิแดนต์สูงมากชนิดหนึ่งและถือเป็นหนึ่งในสุดยอดอาหารรักษาโรค เนื่องจากในบลูเบอร์รี่มีสารแอสไพรินตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยลดการระคายเคือง สารที่มีในบลูเบอร์รี่สามารถเข้าไปขัดขวางแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ ส่งผลให้ลดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ

7. กะหล่ำ
เต็มไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งและอนุมูลอิสระ ( Antioxidant ) และช่วยตับขับฮอร์โมนที่มากเกินไป ซึ่งอาจเป็นฮอร์โมนความเครียดที่มีผลเสียต่อร่างกาย ทั้งยังช่วยทำความสะอาดระบบย่อยอาหาร รักษาและปกป้องกระเพาะอาหารจากแบคทีเรียและไวรัสต่างๆ พืชตระกูลกะหล่ำ ได้แก่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บรอกโคลี และกะหล่ำปม ผักเหล่านี้ช่วยทำความสะอาดร่างกายและช่วยกำจัดของเสียจากสิ่งแวดล้อม เช่น ของเสียจากควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสีย และช่วยให้ตับผลิตเอนไซม์ออกมาให้เพียงพอในการกำจัดของเสีย

6. บีตรูต
ผักสีแดงที่นิยมใส่ในสลัดนี้นับเป็นผักมหัศจรรย์ ประกอบไปด้วยไฟโรเคมีคอล ( Phytochemical ) วิตามินและเกลือแร่หลายชนิด ซึ่งทำให้บีตรูตมีคุณสมบัติต่อต้านชื้อโรค ทำความสะอาดเลือด ทำความสะอาดตับและระบบน้ำเหลือง อีกทั้งมีคุณสมบัติพิเศษที่ส่งเสริมให้ร่างกายรับออกซิเจนได้มากขึ้น จึงช่วยกำจัดของเสียได้ง่ายและเร็วขึ้น ซึ่งจากกการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้พบว่าบีตรูตช่วยปรับระดับกรด-ด่าง ในเลือดให้สมดุลด้วย

5. อะโวคาโด
อาจยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ปัจจุบันเราก็สามารถหาซื้ออะโวคาโดได้จากตลาดทั่วไป ในอะโวคาโดมีสารกลูตาไทโอน( Glutathione ) ที่สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลและป้องกันหลอดเลือดอุดตัน ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น ทั้งช่วยจับสารพิษที่เป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็งกว่า 30 ชนิด และขณะเดียวกันก็ช่วยให้ตับกำจัดของเสียจำพวกสารเคมีและโลหะหนัก ซึ่งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ( University of Michigan ) พบว่าผู้สูงอายุซึ่งกินอาหารที่มีสารกลูตาไทโอนสูงจะมีสุขภาพดีกว่าคนที่ไม่ได้กิน และมีอัตราการเกิดโรคหัวใจน้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์

4. ตำลึง
ผักใบเขียวที่ขึ้นข้างรั้ว หาง่าย และราคาไม่แพงนี้ ในสมัยก่อนเรามักนำมาทำแกงจืดตำลึงโดยใสเนื้อสัตว์น้อยๆ แต่ปัจจุบันดูเหมือนว่าแกงจืดตำลึงจะมีตำลึงอยู่ไม่กี่ใบ และมีหมูสับเต็มไปหมด ซึ่งตำลึงมีคุณสมบัติ ช่วยผลิตน้ำดีที่จะทำให้ลำไส้ขับสารพิษออกจากร่างกายได้ดีขึ้น นอกจากนี้สารที่มีอยู่ในตำลึงยังช่วยให้ตับสลายไขมันในร่างกายด้วย
3. แอปเปิล
ประกอบไปด้วยเพกตินสูง เพกตินเป็นไฟเบอร์ชนิดหนึ่งที่ช่วยจับคอเลสเตอรอลและโลหะหนักในร่างกายที่ปะปนมากับอาหาร เช่น ปรอท ตะกั่ว ซึ่งทำลายเซลล์สมอง นี่คือเหตุผลที่เราควรจะกินแอปเบิลเพื่อล้างสารพิษออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังมีคุณประโยชน์ช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส จากการศึกษาทดลองยังพบว่าแอปเปิลช่วยขับสารเคมีที่ปนเปื้อนในอาหาร ซึ่งก่อให้เกิดอาการแพ้ในเด็ก และทำให้เกิดไมเกรนในผู้ใหญ่ได้
2. อัลมอนด์
เป็นถั่วที่มีใยอาหารสูง มีแคลเซียมและโปรตีนที่ดีต่อร่างกาย แม้จะมีไขมัน แต่ก็เป็นไขมันที่ดีและจำเป็นต่อร่างกาย ในระหว่างที่เราทำการล้างพิษจึงควรกินอัลมอนด์ นอกจากนี้อัลมอนด์ยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงก็จะเกิดอาการไฮเปอร์ไกลซีเมีย ( Hyperglycemia ) ทำให้รู้สึกหิวน้ำมากกว่าปกติ หายใจไม่ออก ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ และหากน้ำตาลในเลือดต่ำที่เรียกว่า ไฮโปไกลซีเมีย( Hypoglycemia ) จะทำให้เกิดอาการหน้ามืด เป็นลม ใจสั่น ไม่มีแรง คิดอะไรไม่ออก

1. กล้วย
มีคุณสมบัติในการบำรุงและสร้างความแข็งแรง แก่กระเพาะอาหาร ในขณะเดียวกันก็ให้เกลือแร่ที่จำเป็นแก่ร่างกาย เช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียมช่วยควบคุมระดับของเหลวในร่างกายโดยช่วยขับของเหลว หรือสารพิษส่วนเกินออกจากร่างกาย โดยช่วยขับของเหลว หรือสารพิษส่วนเกินออกจากร่างกายได้ดีขึ้น กากินกล้วยเป็นประจำยังช่วยป้องกันท้องผูก ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติอีกด้วย

http://webboard.yenta4.com/topic/315546